ข้อบังคับของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย(สรยท.)

หมวดที่  1
ความทั่วไป

ข้อ  1.     สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย

ย่อว่า               สรยท            –                                 เรียกเป็นภาษา  THAI AUTOMOTIVE JOURNALISTS ASSOCIATION

ย่อว่า                   TAJA        –

ข้อ  2.     เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูป ปลายปากกามีล้อ  2  ล้อสีน้ำเงิน มีลักษณะกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

บนพื้นสีขาว  ภายในปลายปากกามีอักษรย่อภาษาไทยอ่านว่า “สรยท” และภาษาอังกฤษ อ่านว่า  “TAJA”

ด้านล่างเครื่องหมายมีข้อความภาษาไทยตัวพิมพ์สีน้ำเงินอ่านว่า “สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานบยนต์ไทย”    และข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์สีขาวบนพื้นสีน้ำเงินอ่านว่า   ” THAI  AUTOMOTIVE  JOURNALISTS  ASSOCIATION”

รูปของเครื่องหมายสมาคม

ข้อ  3.     สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่  ณ   105/1   ตลาดบองซ์มาเช่  ห้อง B301/1  ถนนเทศบาลสงเคราะห์

แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร  กรุงเทพมหานคร 10900

ข้อ  4.     วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ

4.1 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้  ความคิดเห็น  ประสบการณ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าว

สารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระหว่างสมาชิกและบุคคลหรือองค์กรต่างๆ

4.2 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและสนับสนุนวิชาชีพ  ผู้สื่อข่าวด้านรถยนต์และรถจักรยานยนต์

4.3 เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการ  องค์กรเอกชนอื่นๆ  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ในการจัดกิจกรรมต่างๆ

4.4 เป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อประสานงานให้แก่ประชาชนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมในการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และรถจักรยานยนต์

4.5 ส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของประเทศไทย

 

หมวดที่  2

สมาชิก

ข้อ  5.     สมาชิกของสมาคมมี 3  ประเภท  คือ

5.1 สมาชิกสามัญ               ได้แก่     ผู้ที่มีอาชีพผู้สื่อข่าว ช่างภาพด้านรถยนต์ และรถจักรยานยนต์

5.2 สมาชิกวิสามัญ             ได้แก่     บุคคลผู้สนใจทั่วไป

5.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์     ได้แก่     บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคม

ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม

ข้อ  6.     สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ  ดังต่อไปนี้

6.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว

6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย

6.3 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ

6.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษการต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด

ในกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น

ข้อ  7.     ค่าลงทะเบียน  และค่าบำรุงสมาคม

ข้อ 7.1 สมาชิกสามัญและวิสามัญ            จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก                  300 บาท

ข้อ 7.2 สมาชิกสามัญและวิสามัญ            ค่าบำรุงเป็นรายเดือนๆ ละ                            –      บาท

ค่าบำรุงเป็นรายปีๆ ละ                         100 บาท

ข้อ 7.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์                      มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาชิกแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อ  8.     การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม  ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการ  โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน  และให้เลขานุการติดประกาศราบชื่อผู้สมัครสมาชิกไว้ ณ สำนักงานของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น  เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วให้เลขานุการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก  (ถ้ามี)  เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่า  จะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกสมาคม  และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว  ผลเป็นประการใดให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

ข้อ  9.     ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก  ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน  30  วัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ  และสมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน  และค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด  ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

ข้อ  10.  สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์  ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม  ได้มาถึงยังสมาคม

ข้อ  11.  สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

11.1 ตาย

11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ  และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ

และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย

11.3  ขาดคุณสมบัติสมาชิก

11.4  ที่ประชุมใหญ่ของทางสมาคม  หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน

เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

11.5 ขาดการติดต่อสมาคมฯ เป็นระยะเวลา 3 ปี

ข้อ  12.  สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

12.1 มีสิทธิเข้าในสถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน

12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ

12.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

12.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม

12.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง  หรือได้รับการเลือกตั้ง  หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม  และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ  ในที่ประชุมได้คนละ  1  คะแนนเสียง

12.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ  เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม

12.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด  หรือสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน  ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

12.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ  และข้อบังคับของทางสมาคมโดยเคร่งครัด

12.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมเป็นเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม

12.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคม

12.11 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

12.12 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

12.13                  สมาชิกวิสามัญไม่มีสิทธิและหน้าที่ในข้อที่ 12.5 และข้อ 12.7

 

หมวดที่  3

การดำเนินกิจการสมาคม

ข้อ  13.  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง  ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมมีจำนวนอย่างน้อย     8   คน  อย่างมากไม่เกิน   15    คน   คณะกรรมการนี้ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม  และให้ผู้ที่ได้เลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่  เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม    1     คน   และอุปนายก   1   คน   สำหรับแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ  ให้นายกเป็นผู้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ของสมาคม  ตามที่ได้กำหนดไว้ซึ่งตำแหน่งของคณะกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้

13.1  นายกสมาคม      ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมเป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคล

ภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ  และการประชุมใหญ่ของสมาคม

13.2        อุปนายก          ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่

ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคม

ไม่อยู่  หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้  แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม

ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน

13.3        เลขานุการ     ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคม

ในการปฏิบัติกิจการของสมาคม  และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม  ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม

13.4        เหรัญญิก      มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของทางสมาคม  เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

บัญชีงบดุล และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ

13.5        ปฏิคม         มีหน้าที่ในการต้อนรับแขกของสมาคม  เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่

ของสมาคม  และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาคม

13.6       นายทะเบียน         มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมประสานงานกับเหรัญญิก ในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก

13.7 ประชาสัมพันธ์  มีหน้าที่เผยแพร่กิจการ และชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิก และบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

13.8        กรรมการตำแหน่งอื่นๆ     ตามความเหมาะสม  ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น

โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว

จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้  แต่ถ้าคณะกรรมการ

มิได้กำหนดตำแหน่งถือว่าเป็นกรรมการกลาง

คณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง  ประกอบด้วยนายกสมาคม  และกรรมการอื่นๆ  ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม

ข้อ  14.  คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ   2   ปี แต่จะดำรงตำแหน่งได้ครั้งละไม่เกิน    2   วาระติดต่อกัน และเมื่อคณะกรรมการอยู่ตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ   ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อนจนกว่า

คณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ  และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน  30  วันนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ  15.  ตำแหน่งกรรมการสมาคม  ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น  แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

ข้อ  16.  กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง  ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้  คือ

16.1 ตาย

16.2 ลาออก

16.3 ขาดจากสมาชิกภาพ

16.4 ที่ประชุมลงมติให้ออกจากตำแหน่ง

ข้อ  17.  กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะ

กรรมการ   และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก

ข้อ  18.  อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ

18.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ  เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ  โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

18.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่สมาคม

18.3 มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา  หรืออนุกรรมการได้  แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการ  จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

18.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี  และประชุมใหญ่วิสามัญ

18.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ  ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

18.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม  เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

 

18.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด   รวมทั้งการเงิน  และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม

18.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ  ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน  1  ใน  3  ของสมาชิกทั้งหมด  ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น  ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน  30  วัน  นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

18.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ  ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน  ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

18.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม  เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิดได้รับทราบ

18.11 มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

ข้อ  19.  คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ    1   ครั้ง  โดยให้จัดขึ้นภายในวันที่   15    ของทุกๆ เดือน  ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

ข้อ  20.  การประชุมคณะกรรมการ   จะต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด

จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม  มติของที่ประชุมคณะกรรมการ   ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ก็ให้

ถือคะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์  แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน  ก็ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ  21.  ในการประชุมคณะกรรมการ  ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม  หรือไม่สามารถ

ปฏิบัติหน้าที่ได้  ก็ให้คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง  เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่  4

การประชุมใหญ่

ข้อ  22.  การประชุมใหญ่ของสมาคม  2  ชนิด  คือ

22.1 ประชุมใหญ่สามัญ

22.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ  23.  คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ ละ 1 ครั้ง  ภายในเดือน มีนาคม ของทุกๆ ปี

ข้อ  24.  การประชุมใหญ่วิสามัญ  อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น  หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า  1   ใน  5  ของสมาชิกสามัญทั้งหมด  หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า  100   คน  ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น

 

ข้อ  25.  การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า  7  วัน  และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้  ณ  สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า  7  วัน  ก่อนถึงกำหนดประชุมใหญ่

 

ข้อ  26.  การประชุมใหญ่สามัญประจำปี  จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

26.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

26.2 แถลงบัญชีรายรับ     รายจ่าย  และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ

26.3 เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่  เมื่อครบกำหนดวาระ

26.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี

26.5 เรื่องอื่นๆ ถ้ามี

 

ข้อ  27.  ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี  หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสามัญทั้งหมด  จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม  แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม  ให้คณะกรรมการของสมาคม  เรียกประชุมใหญ่อีกครั้ง  โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน  14  วัน  นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก  สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้  ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด  ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม  ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก  ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่  ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

ข้อ  28.  การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่    ถ้าข้อบังคับมิให้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์  แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน  ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ  29.  ในการประชุมใหญ่ของสมาคม  ถ้านายกสมาคม  และอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม  หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้  ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งคณะกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง  ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่  5

การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ  30.  การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ  เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคาร กรุงเทพ   สาขาสะพานใหม่

ข้อ  31.  การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม  จะต้องมีรายมือชื่อของนายกสมาคม  หรือ  ผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิก   หรือเลขานุการ  พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ  32.  ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน  10,000 บาท  (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้  ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ข้อ  33.  ให้เหรัญญิก  มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมไม่เกิน  2,000 บาท (สองพันบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้  จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ  34.  เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง  จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือ ผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิก หรือ ผู้ทำการแทน  พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ  35.  ผู้สอบบัญชี  จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของทางสมาคม  และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ  36.  ผู้สอบบัญชี  มีอำนาจหน้าที่จะเะรียกเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถจะเชิกรรมการ  หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ  37.  คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี  เมื่อได้รับการร้องขอ

 

หมวดที่  6

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ  38.  ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น  และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมการประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด  มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ  จะต้องมีคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ  39.  การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม  ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย  มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด  และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ  40.  เมื่อสมาคมต้องเลิก  ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม  ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของ  สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย  (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์)

 

หมวดที่  7

บทเฉพาะกาล

ข้อ  41.  ข้อบังคับฉบับนี้นั้น  ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ  42.  เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ  ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ

 

นายสุทธิชัย   เตียวยืนยง  
ผู้จัดทำข้อบังคับ